posted on 05 Nov 2009 17:48 by menamarea in Summary
บันทึกของบุคคลากรองค์กรลับ
3 พฤศจิกายน 200-
หลายปีแล้วที่ข้าพเจ้าได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรนี้ ซึ่งข้าพเจ้าเข้าร่วมตั้งแต่ยังไม่ก่อตั้งเป็นองค์กรจวบจนถึงบัดนี้ก็ล่วงไปราวสักครึ่งทศวรรษได้ แม้ไม่ใช่ระยะเวลานาน ทว่าเห็นการเปลี่ยนแปลงของทั้งบุคคลากรและสถานที่ทำการ อุปสรรคมากมายโหมกระหน่ำ แม้จะถูกบั่นทอนกำลัง ความเชื่อมั่น แต่องค์กรก็ฝ่าฟันมาถึงจุดนี้ ช่างเป็นเรื่องที่ดีแท้ เพราะเห็นว่าตอนนี้นั้นองค์กรเป็นปึกแผ่นมากขึ้น บุคคลากรใหม่หลายท่านเป็นผู้ทรงความรู้พร้อมจิตใจอันเข้มแข็ง ซึ่งจะทำให้องค์กรก้าวหน้าไปได้ดังที่ท่านผู้ก่อตั้งหวังไว้
ส่วนข้าพเจ้าขณะนี้อยู่ในที่ไกลแสนไกลจากองค์กร ภารกิจที่ได้รับมอบหมายไว้ก็ดำเนินการเรื่อยมาตามคำสั่ง กระทั่งตอนนี้ ตามความรู้สึกของข้าพเจ้าภารกิจสำเร็จลุล่วงไปไม่มากนัก แต่คงดีพอจะใช้งานด้านอื่นได้ ข่าวการเปลี่ยนแปลงขององค์กรที่มาถึงได้สร้างความตื้นตันใจให้ข้าพเจ้าไม่น้อย ในเวลาเดียวกันข้าพเจ้าก็หวั่นใจด้วยว่าตัวข้าพเจ้านั้นจะเป็นตัวถ่วงให้แก่องค์กรหรือไม่ ฉะนั้นข้าพเจ้าจะเร่งทำภารกิจให้หนักขึ้น เพราะเพื่อนพี่น้องที่สำนักงานลับก็กำลังเร่งดำเนินภารกิจตามตนรับผิดชอบอย่างแข็งขัน
วันนี้หลังจากข้าพเจ้ากลับถึงบ้านพัก สังเกตเห็นว่ามีจดหมายสีขาวครีมประทับตราครั่งสีแดงสอดอยู่ที่ประตู เมื่อหยิบขึ้นมาเห็นชื่อลับเขียนด้วยหมึกสีดำอย่างหยาบๆ ข้าพเจ้าทราบทันทีว่าเป็นจดหมายจากองค์กร จึงรีบเปิดออกอ่านอย่างรีบร้อน เนื้อความกล่าวถึงการแต่งตั้งตำแหน่งเพื่อแบ่งแยกสายงานให้ชัดเจน ข้าพเจ้าเห็นว่าเวลานี้เองที่ควรใคร่ครวญเพื่อจัดระบบของตนเองให้สอดคล้องกับสิ่งใหม่และ "ภารกิจใหม่"
--------------
ปล.ได้รับแรงบันดาลใจจนอยากลองเขียนตามแบบรอร์ชาร์ดในเรื่อง watchmen ผสมกับนิยายเรื่องหัวใจชายหนุ่มของร.6 ค่ะ อาจจะอ่านแล้วมันแปลกๆชอบกล (ฮา)
posted on 22 Sep 2009 14:17 by menamarea in Summary
ในวันใกล้ปิดภาคเรียนที่ 1 สิ่งที่ทำให้เราต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความกังวลอยู่ตลอดเวลา สำหรับชีวิตนักเรียนก็คงหนีไม่พ้น"การสอบปลายภาคเรียน"และการรีบเร่งเก็บคะแนนของครูบาอาจารย์ซึ่งมักจะสั่งการบ้านแบบถล่มทะลายประหนึ่งให้นักเรียนขาดใจตายเพราะงานที่กองท่วมหัวจนขยับจากโต๊ะเขียนหนังสือไม่ได้ ผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในนั้น ช่วงก่อนสอบปลายภาคเรียนเป็นช่วงที่บั่นทอนจิตวิญญาณเหลือเกิน ทั้งเวลานอนที่หดสั้นเหลือเพียง 4-5 ชม.ต่อวัน มันเป็นอุปสรรคต่อร่างกายของผู้เขียนอย่างมากเพราะอดนอนสภาพ 4 วันติดไม่ได้ ร่างกายจะต้องมีอาการไข้เสมอ
จนกระทั่งผู้เขียนจัดการได้ก่อนวันขีดเส้นตายจึงค่อยยังชั่ว ได้มีเวลาอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนบ้าง(แค่คืนเดียวก่อนสอบ 4 วิชารวด) แต่มีวิชาหนึ่งที่ผู้เขียนยังต้องพยายามทำงานส่งอยู่คือ วิชาศิลปะ สำหรับบางคนวิชานี้เป็นวิชาที่สนุก เรียนแล้วผ่อนคลายความเครียด ส่งงานให้ครบก็ได้เกรดสี่ แต่มันไม่ใช่สำหรับอาจารย์ศิลปะท่านนี้ งานสุดท้ายก่อนปิดภาคเรียนคือการประยุกต์จิตรกรรมไทย จากหัวข้อนี้ผู้เขียนพบว่ามันไม่ใช่ศิลปะแบบที่ผู้เขียนถนัดเลย ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องแก้งานส่งถึง 3 รอบ หนำซ้ำบางคนส่งผลงานที่ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าควรให้เต็มไปเลย เช่นบางคนเพ้นท์เสื้อเป็นรูปการละเล่นเด็กไทย กัดกระจกเป็นรูปหนุมาณ เพ้นท์แก้วเป็นลายไทยอ่อนช้อย ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่ผ่าน
เพราะวิชานี้เป็นวิชาที่ต้องทำงานเป็นกลุ่ม หัวหน้ากลุ่มและสมาชิกจึงปรึกษากันว่า "งั้นเรากรอกคะแนนเองเลยมั้ย? เอาตามนี้นะ"เนื่องจากใบคะแนนงานอยู่กับนักเรียน เมื่อทุกคนในกลุ่มส่งงานเรียบร้อยแล้ว ครูจะเป็นกรอกคะแนนลงในใบนี้ แม้รู้ดีว่าวิธีนี้เป็นการ"โกง"ที่ไม่แยบยล แต่ก็เสี่ยงทำ คงเป็นเพราะมีคนทำสำเร็จมาแล้ว ผู้เขียนไม่ใคร่เห็นด้วยนัก ประการแรกมันไม่ใช่วิธีที่ใสสะอาด ประการที่สองมันทำให้กังวลอยู่ตลอดว่าจะถูกจับได้หรือไม่ และถ้าถูกจับได้เราก็ไม่มีหนทางหนี แต่ก็ยินยอมให้ทำ
ในที่สุดการ"โกงคะแนน"ของกลุ่มก็สำเร็จ แต่ก็มีบางกลุ่มที่ถูกจับได้ ด้วยเกรงว่าจะติดร่างแหทุกคนจึงลงความเห็นว่า"งั้นทำงานมาส่งใหม่"เพราะเห็นแล้วว่ามันรู้สึกแย่มากและไม่อาจทนต่อความรู้สึกผิดนี้ได้ต่อไป แม้ว่ามันจะจบลงด้วยดี แต่คำพูดและความรูสึกหลายอย่างมันกระแทกใจผู้เขียนมาก อย่างตอนที่เพื่อนคนหนึ่งพูดราวกับว่า "คะแนนเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง" ส่วนหนึ่งผู้เขียนเห็นด้วย เนื่องจากเกรดขึ้นอยู่กับคะแนนนี้ และเกรดนี้อาจชี้ชะตาตอนการสอบเข้ามหาลัย แต่ส่วนหนึ่งไม่...
"มันคุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไปหรือ?...คุ้มกับความผิดที่ติดตัวเรา คุ้มกับมโนธรรมที่เสื่อมลงงั้นหรือ?"
...คำถามนี้ติดใจผู้เขียนตลอด...
posted on 05 Sep 2009 14:09 by menamarea in Summary
นานมาแล้วในสมัยที่ผู้เขียนยังเด็กมาก(ตอนนี้ก็ยังเด็กอยู่นะ) แม้มันจะผ่านมานานแต่ความทรงจำในตอนนั้นยังแจ่มชัด ผู้เขียนโอกาสได้พบกับ"คนคนหนึ่ง" เรียนอยู่ห้องเดียวกัน ได้เล่นด้วยกัน สนใจในสิ่งที่เหมือนกัน ได้พูดคุยกันในเรื่องที่ชอบ กระทั่งอยู่คนละห้องเมื่อเลือนชั้นเรียนที่สูงขึ้น ไม่ได้คุยกัน ไม่ได้เล่นกัน และไม่ได้เจอกันเมื่อต้องเข้าโรงเรียนใหม่...
แต่หลายๆอย่างทำให้"คนคนหนึ่ง"แตกต่างจากคนอื่นๆที่ผู้เขียนรู้จัก เขาเป็นคนที่ผู้เขียนนึกถึงตอนที่นั่งรถ ฟังเพลงช้าๆ เดินกลับบ้าน ล้างจาน และตอนอื่นที่ผู้เขียนจมดิ่งลงไปในห้วงแห่งความคิด เป็นคนที่ไม่หายได้หายไปตามกาลเวลาเหมือนคนอื่นๆ แม้ไม่ได้เจอกันมาหลายปี ผู้เขียนประหลาดใจทุกครั้งว่าทำไมถึงเป็นเขา ทั้งๆที่ในความทรงจำไม่ได้มีเหตุการณ์พิเศษอะไร...มันก็เหมือนคนอื่นๆ
หลายครั้งผู้เขียนนั่งทำงานดึกๆท่ามกลางความเงียบของค่ำคืน ได้ยินเพียงแต่เสียงของเข็มนาฬิกากับเสียงถอนหายใจในบางครั้งเมื่อพลิกหน้ากระดาษแล้วพบว่างานที่ต้องทำไม่ได้น้อยลง ผู้เขียนวางปากกาลง นั่งนิ่ง แม้สายตาจับจ้องอยู่บนกระดาษแต่ความคิดนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานเลยแม้แต่น้อยจนกระทั่งได้สติว่าควรทำอะไรในนาทีนี้
ผู้เขียนเคยได้ยินว่าถ้าเราอยากเจอใครมากๆให้นึกถึงคนคนนั้นบ่อยๆ "คนคนหนึ่ง"มักปรากฏในความคิดแวบหนึ่ง แล้วผู้เขียนก็คิดต่อไปว่า "ตอนนี้เขาจะเป็นยังไงบ้างนะ ?" "ถ้าพบกัน เขาจะยังจำเราได้รึปล่าว?" "เขาพบกับคนที่ชอบหรือยัง? เหมือนกับคนอื่นๆที่พบกับคนที่ชอบ" เวลาผ่านไปครู่หนึ่งผู้เขียนส่ายศีรษะแรงๆแล้วหันไปคุยกับเพื่อน
วันหนึ่งเราได้พบกันอีกครั้ง ท่ามกลางผู้คนที่เดินออกมาจากห้องเรียนของสถาบันกวดวิชา ผู้เขียนเห็น"คนคนหนึ่ง"คุยกับเพื่อนของเขาอย่างร่าเริง เขาดูไม่ค่อยเปลี่ยนไปเลย เพียงแต่อ้วนขึ้นนิดๆผู้เขียนรู้สึกดีใจ "เราได้เจอกันแล้ว" แล้วเดินลงบันไดพร้อมกับเพื่อน ต่อมาผู้เขียนได้พบกับ "คนคนหนึ่ง"อีกขณะที่ผู้เขียนรีบขึ้นบันไดเพราะมันสายมากแล้ว เขาบังเอิญเดินลงมาสวนกัน ผู้เขียนมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย "คนคนหนึ่ง"ก็มองด้วยสายตาเหมือนกับตอนนั้น-ตอนที่ผู้เขียนได้อยู่ห้องเดียวกับเขา มันทำให้ผู้เขียนแอบคิดเขาข้างตัวเองไปว่า "เขาจำเราได้" แต่หลังจากวันนั้นเราก็ไม่ได้พบกันอีก
สำหรับความรู้สึกที่มีต่อเขาผู้เขียนมั่นใจว่าไม่ใช่ความรัก ไม่ถึงกับคำว่าชอบ แต่ก็รู้สึกดีที่ได้นึกถึงความทรงจำเก่าเกี่ยวกับเขามันทำให้ชีวิตในช่วงนี้มันไม่แห้งผากจนอด"ยิ้มกับความเงียบ"ไม่ได้ ...