นิทานราชสีห์

posted on 23 Nov 2007 09:18 by menamarea  in Poem
มองเนินหญ้าผาสูงใกล้แนวป่า 
มีราชาชื่อว่าราชสีห์
ที่ฝูงสัตว์ต่างต่างคอยพัดวี      
ขับดนตรีกล่อมหลับในพลับพลา
เป็นเช่นนี้ล่วงเลยหลายเพลา   
นานเนิ่นมาครบจบทศพรรษา
แต่วันหนึ่งได้พบพรานชรา      
นอนกายาไม่ติงนิ่งเงียบไป
จอมราชันย์ตระหนกสั่นหวั่นไหว  
เกรงเห็นภัยถึงแล้วแถวแถวไพร
ความหาญกล้าครั้นหนุ่มรุ่นหมดสิ้น  
แค่เพียงผินหลังมองยังมิสู้
จึงรุดหน้าวิ่งหนีไปสุดกู่                
ไร้ใครบูชาหาความดีเลย.
ปล.ตอนเสริชเจอแต่รูปอัสลานในนาร์เนีย ถ้าเอามาแปะคงดูแปลกพิกล (อัสลานออกจะเท่!!)
.
ปลล.ใครว่างหรือไม่อยากออกจากบ้านไปลอยที่ไหนก็มาลอยกระทงใน Exteen กันก่อนล่ะกัน

จาก Entry ก่อนที่รั่วมากๆ อ่านปรัชญาจิตวิเคราะห์ และอะไรที่คั่งค้างในหัวมันกระตุ้นให้หยิบไปเขียน (ไม่รู้ว่าลูน่าจังจะโกรธรึปล่าว?) ....ช่วงนี้ค่อนข้างขยันตระเวนอ่าน Blog ใน Exteen บางทีเข้ามาแล้วก็กดๆๆๆ อ่านทุกเรื่องที่เจอ Add ไว้หลายคน เริ่มสงสัยตัวเองแล้วว่าจะมีเวลาอ่านตอนเขา Up มั๊ยเนี่ย?

.

หลายเดือนที่ผ่านมาตรงกับวันเกิดเพื่อนหลายคน เล่นเอาคิดหนัก เพราะว่าเป็นคนที่ทำของขวัญให้เองและเลตเป็นประจำ (ทำไม่เก่งยังไม่เจียม) ไม่อยากให้ได้ของขวัญเหมือนกันด้วย ไม่รู้จะทำอะไรให้ดี อีกอย่างซื้อของขวัญให้รู้สึกเสียตังค์(เฮ้ย งกจริง!!)ด้วย เห็นว่าของบางอย่างมันไม่คุ้มกับราคา อย่างตุ๊กตา (เห็นเขาซื้อกันบ่อย) ซื้อแล้วทำไรได้? ถ้าพิจารณาแบบคนที่ออกตังค์จริงๆ(พ่อแม่) ซื้อทำไม? ลูกหาตังค์เองได้แล้วหรอ?(ได้ยินเสียงพ่อกับแม่ก้องในหัว) แต่ไอ้เราจะไปพูดแบบนั้น ก็เกรงว่าจะเสียน้ำใจกัน(ไม่ใช่เรื่อง ,ผิดใจกันเปล่าๆ,ตัวเองก็ไม่ได้ดิบดี)

ประถมก็ไม่เคยให้ของขวัญใคร กระทั่งเพื่อนสนิท ทะเลาะกันบ่อยมาก รายวันเลยทีเดียว (ไม่ถึงขั้นตบ) จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังเห็นมันเป็นเพื่อน (แม้มันอาจไม่เห็นด้วยก็ได้)ส่วนตัวคิดแล้วว่า ของขวัญ ไม่จำเป็นต่อการดำรงมิตรภาพ ให้ของแพงๆใช่ว่าเป็นเครื่องแสดงความจริงใจให้กันเสียเมื่อไหร่ พอจบแล้ว ก็แยกย้ายกันไป เจออีกทีอาจทำเป็นไม่รู้จักก็ได้ ใครจะรู้? (เจอเยอะพอสมควร)

ตอนแรกก็หุ้นตังค์ซื้อของขวัญเหมือนกัน (แล้วที่พิมพ์ข้างบนล่ะ?) ใจจริงไม่ได้อยากให้(พูดตรงๆ) เพราะคิดเหมือนข้างบน(ย่อหน้าแรก) แต่...เพื่อนในห้องให้ของขวัญกัน ไอ้เราไม่ให้ใครเลย อาจเป็นหมาหัวเน่าในอนาคต (เป็นห่วงเสถียรภาพของตัวเองว่างั้น?) เมื่อมาอยู่ในสังคมใหม่ แม้จะไม่ใช่ข้อบังคับ แต่ก็เป็นกฎเกณฑ์ทางอ้อม

.

อย่างนี้ล่ะมั้ง ที่เขาเรียกว่า "หน้ากาก"

.

ปล.กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน เนื่องจากบทความนี้เขียนจากความมืดมิดส่วนตัว แต่ผู้เขียนจะไม่ทำการลบใดๆทั้งสิ้น

 ไม่คิดว่าจะมีภาคต่อ
...อนึ่งคือคิดชื่อใหม่ไม่ออก
.
.
 

#4 By Lunatic on 2007-10-17 20:44

แบบนี้เค้าเรียก self detection รึเปล่าหว่าsad smile

..การป้องกันตัวเองจากสิ่งที่สร้างความกระทบกระเทือนน่ะค่ะ..

จริงๆแล้วเหตุผลที่บริสุทธิ์และเที่ยงตรง..มันจะมีอยู่จริงๆรึเปล่านะ..

..อย่างเหตุผลที่ว่า มนุษย์มีความสามารถในการรับรู้เหตุผล ทำให้แตกต่างจากสัตว์อื่น..

มันอาจจะเป็นความคิดของเราๆเองก็ได้..หาเหตุผลให้รู้สึกว่าตัวเองประเสริฐกว่าสิ่งอื่นๆบนโลกไง..มัน
ต่างอะไรกับหาเหตุผลให้จากความผิดล่ะคะ?

สิ่งที่เรียกว่า มโนธรรม ในแต่ละคนมันก็มากน้อย เลว ทรามไม่เท่ากันเนอะ..

..อืม..จะว่าดิบก็ใช่นะคะ..เพราะมันเป็นความจริงเป็นสัจธรรม..และความจริงในตัวมนุษย์..ก็มีสันดานดิบกันทุกคน..เฮอะๆๆๆๆ...

..แหม..ออกทะเล..sad smile

 

.
.
บอกตามตรง Self Detection เคยได้ยินคราวนี้ล่ะคะ อีกอย่างกำลังสนใจเรื่องที่ว่าพอดี ได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีกแล้ว  [ขอบคุณมากค่ะ] -
.
*[บริสุทธ์-ที่ว่าคือ บริสุทธิ์ใจ(มุ่งไปด้วยความรู้สึกอันดี)]
....ส่วนตัวคิดว่า "เหตุผลที่บริสุทธิ์และเที่ยงตรง"นั้นคือ "กฏแห่งธรรมชาติ"-[ธรรมดา แต่ยิ่งใหญ่แทรกซึมอยู่ทุกหนทุกแห่ง] เช่น โลกมีทั้งกลางวันและกลางคืน สิ่งมีชีวิตมีเกิดแล้วก็ดับไป เป็นต้น
.
"..อย่างเหตุผลที่ว่า มนุษย์มีความสามารถในการรับรู้เหตุผล ทำให้แตกต่างจากสัตว์อื่น..

มันอาจจะเป็นความคิดของเราๆเองก็ได้..หาเหตุผลให้รู้สึกว่าตัวเองประเสริฐกว่าสิ่งอื่นๆบนโลกไง..มันต่างอะไรกับหาเหตุผลให้จากความผิดล่ะคะ? "
...ในความคิด-เหตุผล คือ ส่วนหนึ่งของความคิด ค่ะ อาจจะเป็นอย่างที่ว่าเราอาจคิดไปเองก็ได้ว่า เราดี เราประเสริฐ ในฐานะมนุษย์ เราก็สามารถสัมผัสได้ทางอาตยนะ (อันประกอบด้วย หู-ได้ยิน ตา-มองเห็น จมูก-ได้กลิ่น ปาก-ลิ้มรส ผิวหนัง-สัมผัส จิตใจ-ความรู้สึก) และตัดสินออกมา(แล้วแต่บุคคลหรือปัจเจก-[Individual]) โดยมโนธรรมที่มีอยู่ในตน ซึ่งอาจมีไม่เท่ากัน แต่ภาพรวมเรามีข้อตกลงร่วมกันถึงความดี ความงาม สิ่งใดเหมาะสมหรือไม่เหมาะ ข้อตกลงนี้คือ "ศีลธรรม" (เกิดจากมโนธรรมของหลายบุคคล)
.
"..มันต่างอะไรกับหาเหตุผลให้จากความผิดล่ะคะ?"
...แล้วแต่บุคคลค่ะ จากมโนธรรมที่ไม่เท่ากันนี่ล่ะ บางคนอาจโน้มเอียงเข้าตัวเอง ทำให้เหตุผลนั้นต่างออกไป เข้าตนเองในกรณีที่รู้ว่าผิด-คือ แก้ตัว ส่วนอีกกรณีคือที่เกิดจากความไม่รู้ จะกระจ่างแจ้งได้เมื่อถูกชี้แจงและรับรู้คำชี้แจงได้เมื่อไร้อคติ(ปราศจากความหลงผิดหรืออวิชา-ความไม่รู้)
.
"..อืม..จะว่าดิบก็ใช่นะคะ..เพราะมันเป็นความจริงเป็นสัจธรรม..และความจริงในตัวมนุษย์..ก็มีสันดานดิบกันทุกคน..เฮอะๆๆๆๆ..."
ดิบที่พูดคือ ขาดการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน อาจกล่าวได้ว่าเขียนเพราะอารมณ์พาไป
.
" ..แหม..ออกทะเล..sad smile "
 มีนะ ก็มาไกลแล้ว เหอๆ
.
ปล.บทความนี้ไม่มีจุดประสงค์ใดนอกจาก"การแลกเปลี่ยนทางความคิด" หากทำให้ท่านใดไม่พอใจก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
.